วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

เทคนิคการจำ 12 Tense

 

หากคุณเคยมีปัญหากับ “ภาษาอังกฤษ” ศัพท์ก็ยาก ไหนไวยากรณ์อีกเพียบ 'Tense' ที่ทั้งท่องทั้งจำกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ยังไง๊..ยังไง ก็ไม่เข้าหัว วันนี้ Life on campus ไปเจอเคล็ดลับดีๆ ในเพจจีบัน ดอท คอม โดยคุณเอมได้เขียนสรุปทั้ง 12 tense อ่านแล้วเข้าใจง่าย จนคุณต้องร้อง...อ๋อ!!! ถ้าพร้อมแล้วไปดูสูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับจำ 'Tense' ของคุณเอมกันเลย...
       
       มาเริ่มกันที่...
       
       ก่อนอื่นเราดูตารางคร่าวๆ ก็จะเห็นว่าตารางนี้ มี 4 คอลัมน์ กับอีก 3 แถว รวมทั้งหมดไฝว้กันออกมาได้เป็น 12 ช่อง
       โดยที่หัวตารางด้านบนในแนวตั้ง จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า tense จะมี 4 อัน คือ
       
       1. Simple  2. Continuous  3. Perfect  4. Perfect Continuous
       
       ส่วนหัวตารางด้านซ้ายในแนวนอนจะเป็น time (เวลา) จะมี 3 อัน คือ
       
       1. Present ( ปัจจุบัน)  2. Past (อดีต)  3. Future (อนาคต)
       
       ***ค่อยๆ ดูไปด้วยกันทีละคอลัมน์ในแนวตั้ง เวลาอ่านชื่อ tense ก็อ่านช่องด้านซ้ายก่อน แล้วก็ต่อด้วยช่องด้านบน

'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        ช่องแรกคือ Simpleง่ายสุดเลย
       
       • Present Simple เป็นแบบที่เราเรียนกันมาง่ายๆ เลย “Sub + V1” (เติม s/es เมื่อประธานเป็นเอกพจน์)
       
       • Past Simple ก็ง่ายอีก “Sub + V2” ไปเลย ในเมื่อ V2 มันก็คือกริยาที่ใช้สำหรับในอดีตอยู่แล้ว
       
        Future Simpleเอา “Sub + will + Vinf” โดยที่คำว่า will แปลว่า "จะ" มันจะทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยในประโยค ตามด้วย Vinf ก็คือ Verb ที่ไม่เปลี่ยนไม่เติมอะไรใดๆ ทั้งสิ้น หรือแบบที่เราจำกันมาตลอดว่า Sub + will + V1 นั้นแหละ เราก็จำว่า ถ้าจะบอกว่า จะทำนู้น จะไปนี่ จะเอานั่น เราก็แค่ใช้ “will + verb” ข้างหลังที่ไม่ต้องไปเติมไรให้มันอีก เพราะ will บอกไปหมดแล้วว่ามันเป็นอนาคต เราเหลือแค่ต้องบอกว่าจะทำอะไร แค่นั้นพอ อย่าเยอะ!
       
       ***ดังนั้นเมื่อไหร่เจอ I will eating. I will eaten. ผิดทันที !!!!!!!!!!***

'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        ช่องที่สองคือ Continuous รูปประโยคของมันจะเป็น V. to be + Ving
       (Verb to be ก็คือ is am are เป็น อยู่ คือ ที่ท่องกันมานั้นแหละ)
       
       "มันจะอยู่ช่วงเวลาไหน มันก็เป็น V.to be + Ving โดยที่เราผันตัว V.to be ไปตามเวลาของมัน แต่ Ving คงเดิมตลอด เพราะตัวที่บอกความเป็น Continuous คือ Ving"
        
        Present Continuous ก็เลยจะเป็น Sub + is/am/are + Ving ดังนั้นเมื่อไหร่เจอ I'm kicks. I'm loves. ผิดทันที!!! แต่ถ้าเจอ I'm kicked. I'm loved. อาจจะไม่ผิดนะ เป็นรูปประโยคแบบ Passive Voice ต้องแปลความหมายเอา แต่พวก I'm said....ผิดทันที
       
       • Past Continuous รูปประโยคแบบเดิมเปี๊ยบแต่เราผันตัว is/am/are ให้กลายเป็นอดีตไปซะ ก็จะได้เป็น Sub + was/were + Ving
       
       • Future Continuous พอเป็นอนาคต เราก็ต้องใช้ “will” มาบอกว่าเรา "จะทำ" แล้วหลัง will มันต้องไม่เปลี่ยน ไม่เติมอะไร เราก็เลยได้เป็น “Sub + will + be + Ving” และ “be” ตรงกลางนั่นก็มาจาก V. to be ไง จำได้มั้ยรูปประโยคต้องเป็น V.to be + Ving ตลอด
       
       สรุป ไปดูในรูปจะเห็นว่า ช่อง Continuous ในแนวตั้ง ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน
       จะมีกรอบสีเหลืองที่เป็น V.to be ตลอด และที่สำคัญที่สุดคือ มีตัวสีส้ม คือ Ving ตลอด !!!!!!!!!

'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        ช่องถัดมาคือ Perfect รูปของมันจะเป็น V. to have + V3 (ที่ดูเหมือนยาก แต่ก็ไม่ยากเลย)
       
       "มันจะอยู่ช่วงเวลาไหน มันก็เป็น V.to have + V3 โดยที่เราผันตัว V.to have ไปตามเวลาของมัน แต่ V3 คงเดิมตลอด เพราะตัวที่บอกความเป็น Perfect คือ V3"
        
       • Present Perfect ก็เลยเป็น "Sub + has/have + V3" ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ (He, She,I t, คน สัตว์ ของ 1 อัน) ก็ใช้ "has" ถ้าเป็นพหูพจน์ (You, We, They, คน สัตว์ ของมากกว่า 1) ก็ใช้ "have"
       
       • Past Perfect แบบประโยคเหมือนเดิม แต่เราต้องทำ has/have ให้มันเป็น ช่อง 2 เพราะ V2 คือ V ที่บอกอดีต แล้วช่อง 2 ของ has/have ก็คือ had เราเลยได้เป็น "Sub + had + V3" อุต๊ะ ง่ายจิมจิม!!
       
       • Future Perfect พอเป็นอนาคตก็ต้องบอกว่า "จะ..." เหมือนเดิม ได้เป็น "Sub + will + have + V3" เพราะหลัง will บอกแล้วว่า verb มันต้องธรรมดา ไม่เติม ไม่เปลี่ยน เลยต้องกลับมาใช้ have ธรรมดา แล้วก็ตามด้วย V3 ซะ ได้ Perfect ด้วย แล้วยังเป็น Future อีกต่างหาก
       
       ***และใช้ have อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ has จำซะว่าเราเน้นบอกว่ามันเป็นอนาคต ส่วน Perfect เราแค่มี have + V3 มันก็ perfect แล้วไง ไม่ต้องไป has ให้มันเยอะ!! ดังนั้นเมื่อไหร่ใช้ will has ..... หรือ will had.....  หรือ will v3..... ผิดทันที !!!!!!!!***
        
       สรุป ไปดูในรูปจะเห็นว่า ช่อง Perfect ในแนวตั้ง ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน 
       จะมีกรอบสีพีชที่เป็น V.to have ตลอด และที่สำคัญที่สุดคือ มีตัวสีชมพู คือ V3 ตลอด !!!!!!!!!

'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        สุดท้ายยยยยก็คือ Perfect Continuous
       
       "ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Perfect Continuous มันก็เลยต้องมีทั้ง Perfect คือ have + V3 แล้วก็ Continuous ก็คือ Ving ด้วย รูปประโยคของมันก็เลยเป็น Sub + V. to have + V.3 (ซึ่งในที่นี้คือ been ซึ่งเป็นช่อง 3 ของ be) + Ving"
       
       • Present Perfect Continuous จากรูปแบบมันเราเลยได้เป็น "Sub + has/have + been + Ving" โดย has/have been ก็บอกความเป็น perfect ส่วน Ving ก็บอกความเป็น Continuous จับมาต่อกัน
       
       • Past Perfect Continuous จับ has/have มาทำเป็นอดีตซะ ที่เหลือไม่ต้องเปลี่ยน ก็ได้เป็น “Sub + had + been + Ving” ซึ่ง had ก็บอกว่าเป็นอดีต แล้ว had+been ก็บอกความเป็น perfect แล้ว Ving ก็บอกความเป็น Continuous ครบ!!!
       
       • Future Perfect Continuous เป็น future เมื่อไหร่ ใช้ will เมื่อนั้น! มี will เมื่อไหร่หลัง will เป็น have เท่านั้น เราก็เลยได้ว่า “Sub + will + have + been + Ving” โดย wil บอกความเป็นอนาคต have been บอกความเป็น perfect แล้ว Ving ก็บอกความเป็น Continuous !!!!!
       
       ***ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ใช้***
       will + has + been + Ving ผิดทันที!
       will + been + Ving ผิดทันที!
       will + have + be + Ving ผิดทันที !!!!!!!
       
       สรุป ไปดูในรูปจะเห็นว่า ช่อง Perfect Continuous ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา ปัจจุบัน อดีต อนาคต
       จะมี Sub + V.to have ในกล่องสีพีช + been แล้วตบท้ายด้วย Ving ตลอด !!!!!!!!!!!

Grammar ภาษาอังกฤษ (สรุป 2)

 Clause มีอยู่ 2 ประเภท คือ

  • Independent Clause = หรือ Simple Sentence (ประโยคอย่างง่าย) ซึ่งก็คือ Clause ที่อยู่โดดๆ ได้ อ่านรู้เรื่อง ซึ่งตัวมันเองก็ถือว่าเป็นประโยคแล้ว มี Subject และ Verb ที่แสดงความหมายโดยสมบูรณ์ เช่น It was raining hard. (ฝนกำลังตกหนัก = พูดแค่นี้ก็รู้เรื่องแล้ว)
  • Dependent Clause = Clause ที่อยู่โดดๆ ไม่ได้ ต้องมี Clause อื่นอยู่ด้วยจึงจะประกอบกันเป็นประโยคที่อ่านรู้เรื่อง เช่น When we were in Bangkok (เมื่อเราอยู่ที่กรุงเทพ =แล้วไง?? พูดแค่นี้ไม่รู้เรื่อง มันต้องมีประโยคอื่นมาด้วย เช่น เมื่อเราอยู่ที่กรุงเทพ เราชอบไปเที่ยวห้างมาก เป็นต้น)

ประโยคความรวม (Compound Sentence)

เกิดจากการรวมกันระหว่าง Independent Clause 2 ตัวขึ้นไป ซึ่งเราจะใช้ Coordinating conjunctions ต่อไปนี้ในการรวมประโยค

Coordinating conjunctions

For (เพราะว่า), And (และ) , Nor (และแบบปฏิเสธ), But (แต่), Or (หรือ), Yet (แต่), So (ดังนั้น) หรือ FANBOYS

โดยคั่นประโยคด้วย “, (คอมม่า)” ตามด้วยคำสันธาน แต่ว่าถ้าประโยคสั้นๆ ก็ไม่ต้องใส่คอมม่าก็ได้ โดยที่ Coordinating conjunctions จะเชื่อมคำหรือประโยคที่มีหน้าที่แบบเดียวกัน หรือมี tense แบบเดียวกัน เรียกว่า โครงสร้างขนาน (parallel structure)

  • The children are energetic and noisy.  = adjective + adjective
  • She bought a skirt and a blouse. = noun + noun
  • He walked slowly and confidently to the witness stand.  = adverb + adverb
  • Swimming and hiking are my favorite summer activities.  = gerund + gerund

คำสันธานคู่ (ใช้โครงสร้าง Parallel เช่นกัน)

  • Both…and (ทั้ง.. และ…) + V พหูพจน์ => Both my mother and my sister are here.
  • Not only…but also (ไม่เพียง…. แต่ … ก็ด้วย) + V ตามตัวหลัง => Not only my mother but also my sister is here.
  • Either…or (อย่างใดอย่างหนึ่ง) + V ตามตัวหลัง => I’ll take either chemistry or physics next semester.
  • Neither nor… (ไม่ทั้งคู่) + V ตามตัวหลัง => Neither my sister nor my parents are here.

Transitions

Transition ใช้ร่วมกับเครื่องหมาย “; semicolon” (หรือจะใช้เครื่องหมาย . แทนก็ได้) เพื่อบ่งบอกความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประโยคให้ชัดยิ่งขึ้น

โดยจะใช้รูปแบบ ==>  ประโยค 1 ; transitions, ประโยค2.  หรือ ประโยค 1. Transitions, ประโยค2

  • Result: as a result, consequently, therefore, thus
  • Contrast : however, on the other hand, nonetheless, nevertheless
  • Time: before that, after that, meanwhile, afterward, first
  • Addition: moreover, furthermore, in addition
  • Condition: otherwise
  • Exemplification: for example, for instance

เช่น

  • His first class begins at 8 AM; therefore, he leaves home at 7:30 AM to get there on time. <= ถ้าใช้ semicolon ก็ควรตามด้วยตัวพิมพ์เล็ก เพราะยังไม่จบประโยค
  • The tornado destroyed the entire town. However, no one was killed. <== ถ้าใช้ period. ต้องตามด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เพราะจบประโยคแล้ว

อย่างไรก็ตาม เราสามารถโยค Transitions มาไว้ในประโยคก็ได้  แต่จะขั้นด้วย comma แทน เช่น
The president promised a quick victory. Victory, however, was not easily won.

ประโยคความซ้อน (Complex Sentence)

เป็นการรวม Independent Clause และ Dependent Clause เข้าด้วยกัน ด้วย Subordinating conjunctions เช่น Adverb Clause และ Adjective Clause

Adverb Clause

เราจะรวม Adverb Clause ซึ่งถือว่าเป็น Dependent Clause เข้ากับ Independent Clause ด้วยเครื่องหมาย “,คอมม่า”

While I was walking home, it began to rain.
หรือถ้าสับที่ ก็ไม่ต้องมีคอมม่าแล้ว => It began to rain while I was walking home,

คำที่ใช้ขึ้นต้น Adverb Clause

  • time (เวลา): before, after, as soon as, since, until, while, whenever
  • reason (เหตุผล): as, because, since
  • condition (เงื่อนไข): as if, even if, if, unless
  • contrast (ขัดแย้ง): although, even though, despite the fact that, whereas
  • purpose (บอกจุดประสงค์) : in order that, so that
  • manner : as if, as though

เช่น Although Jay has a Master’s degree, he works as a store clerk.

If Clause ประโยคเงื่อนไข

มีอยู่ 3 รูปแบบ คือ

  • เป็นไปได้จริง เป็นเหตุเป็นผล: If present simple, future simple
    • เช่น If it rains tomorrow, I will stay at home. (ถ้าฝนตก เราจะอยู่บ้าน <= เป็นเรื่องที่ทำได้)
  • บอกเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หรือสมมติเหตุการณ์อีกแบบที่ไม่ได้เกิดขึ้น: if past simple, would + simple
    • เช่น If I were you , I would go to study abroad. (แบบนี้ จะใช้ were แทน was ด้วย แม้จะเป็นประธานเอกพจน์)
  • เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตรงข้ามกับความจริงในในอดีต: if past perfect, would have + V3
    • เช่น If I had found her address, I would have sent her an invitation.

Adjective Clause

Adjective Clause ก็คือ Dependent Clause ที่ทำหน้าที่ขยายนาม (ซึ่งตัวมันก็คือ Adjective) ในภาษาไทยก็เทียบได้กับคำว่า ซึ่ง…. ที่….. เช่น คนที่ฉันเจอเมื่อวาน ชอบกินกบ เป็นต้น ซึ่งถ้าเรารู้วิธีใช้คำพวกนี้ เราก็จะสามารถใช้ประโยคที่ซับซ้อนขึ้นได้

คำที่สามารถใช้ได้ มีดังนี้

Relative pronouns เช่น who ใช้กับคน, which ใช้กับสิ่งของ, that ใช้ได้ทั้งคนและสิ่งของ, whose แสดงความเป็นเข้าของ, where ใช้กับสถานที่, when ใช้กับเวลา, whom ใช้กับคนที่เป็นกรรม (แต่เดี๋ยวนี้ก็ใช้ who เหมือนกัน)  เช่น

  • I thank the woman. +She helped me => I thanked the woman who helped me (ขยาย woman)
  • The book is mine + It is on the table => The book that is on the table is mine (ขยาย book)
  • I know the man + His bicycle was stolen => I know the man whose bicycle was stolen.

ถ้าใช้ which, that, who, and whom ขยายกรรมเราสามารถละที่จะไม่พูดได้ เช่น

  • The man was Mr. Jones. + I saw him. => The man who(m) I saw was Mr. Jones. => The man I saw was Mr. Jones.

ถ้าใช้ขยายกรรมที่ต่อจาก preposition เราต้องเก็บ preposition เอาไว้ด้วย เช่น

  • The music was good + We listened to it last night => The music to which we listened last night was good หรือ The music which we listened to last night was good => The music we listened to last night was good

การลดรูป Adjective Clause ( Reduced Adjective Clause)

  • ถ้ามี verb to be ให้ตัด Relative pronouns และ V to be ออกเช่น
    • The car which is left on the street is broken. (Adjective clause)
      –>The car left on the street is broken. (Adjective phrase)
    • The man, who was waiting for you, comes from Arizona.
      –>The man, waiting for you, comes from Arizona.
  • ถ้าไม่มี Verb to be ให้ตัด Relative pronouns ออกและเปลี่ยน Verb ให้เป็นรูป Ving เช่น
    • The man who came yesterday knows how to repair the faucet. ลดเป็น
      –>The man coming yesterday knows how to repair the faucet.

ในทางกลับกัน ถ้าเราเห็นประโยคที่ลดรูปไปแล้ว เราก็จะเข้าใจมากขึ้นว่ามันมาจากไหน เช่น

  • The teacher punishes anyone breaking the rules. (=…anyone who breaks rules.)
  • I live in a building having forty storeys. (=….buildingwhich has forty…)
  • The house painted in red is where John lives. (= The house which is painted in red….)
  • People invited are expected to be formally dressed for the occasion. (= People who are invited …..)

Noun Clause

Noun Clause ก็คือกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม อาจจะใช้เป็นประธานหรือกรรมของประโยคก็ได้

Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำสร้างคำถาม เช่น When, Where, Why, How, Who, What, Which, Whose
(สังเกตว่าจะไม่มีการสับ verb ช่วย มาไว้ข้างหน้าเหมือนประโยคคำถาม เช่น where she is. ไม่ใช่ where is she?)

  • I don’t know where she lives. (where she lives เป็น Noun clause ทำหน้าที่เป็นกรรมของกิริยา know)
  • Please tell me what happened.
  • What she said surprised me.

Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย Whether หรือ if ซึ่ง ใช้เมื่อเมื่อคำตอบเป็นได้ 2 แบบ คือ ใช่ หรือ ไม่ใช่ ไม่ได้เกี่ยวกับ if clause นะครับ

  • I don’t know whether she will come[or not]. (ใช้ if แทน whether ได้เลย แต่จะออกเป็นภาษาพูดมากกว่า)
  • หรือจะสลับที่ I don’t know whether or not she will come.

Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย That (เป็นแบบที่เจอบ่อยพอสมควร)

  • I think that he is a good actor (เป็นกรรม)

การแปลง Quoted Speech ==> Reported Speech

  • She said, “I watch TV every day.” ==> She said (that) she watched TV every day
    [ ต้องเปลี่ยน I ในประโยคคำพูดให้เป็น She และเปลี่ยน Tense ให้กลายเป็นเหมือน She said (Past Simple) ด้วย
    อย่างไรก็ตาม ถ้าในประโยคเป็นเรื่องจริงทั่วไป ก็ใช้เป็น Present simple ได้ เช่น She said that the world is round ]
  • She said, “Do you watch TV?” ==> She asked (me) if I watched TV.
    [เปลี่ยน said เป็น asked เนื่องจากในประโยคคำพูดเป็นการถามเรา]

เกี่ยวกับการสนทนา ภาษาอังกฤษ

 Conversation เป็นการสนทนาภาษาอังกฤษโต้ตอบในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ในชีวิตประจำวัน ในร้านอาหาร ร้านค้า ที่ทำงาน ฯลฯ หากเป็นในการสอบ Conversation คำถามมักถามว่าใครพูดกับใคร สถานการณ์เกิดที่ไหน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดเป็นอย่างไร อารมณ์ผู้พูดเป็นอย่างไร หรือถามเกี่ยวกับเรื่องที่พูด คำศัพท์ สำนวนภาษาอังกฤษหรือความหมายที่ปรากฎในบทสนทนาภาษาอังกฤษนั้น ซึ่งบทความนี้จะพูดถึงสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ ไม่ว่าจะในชีวิตจริง หรือการสอบภาษาอังกฤษ

ประโยคสนทนาภาษาอังกฤษ ในสถานการณ์และโอกาสต่างๆ

1. Meetings , Greetings (การพบและทักทายกัน)
– การแนะนำคนอื่นให้รู้จักกัน เมื่อรู้จักกันครั้งแรก ข้อความที่นิยมใช้ทักทายกัน คือ How do you do หรือบางครั้งอาจใช้ Nice to meet you ก็ได้
– การแนะนำตัวเอง ในกรณีที่เราไม่รู้จักกันมาก่อน จำเป็นต้องแนะนำตัวเองเพื่อให้การสนทนาเกิดขึ้น
May I introduce myself? My name is Tony.
– การแนะนำผู้พูด ในกรณีที่เราเชิญใครคนหนึ่งมาพูด และเราเป็นผู้แนะนำผู้พูด
May I introduce you to Mr. John.
Mr. John, this is Mr. Sam.
– การพบกันครั้งต่อไป สำหรับบุคคลที่ยังไม่สนิทหรือการทักทายที่เป็นทางการ ผู้ทักทายและผู้ตอบใช้ข้อความเดียวกันดังนี้
Good morning (เวลาเช้าถึงกลางวัน)
Good afternoon (เวลาตั้งแต่บ่ายโมงถึง 6 โมงเย็น)
Good evening (เวลา 6 โมงเย็นเป็นต้นไป)
กรณีที่ทักทายกับคนที่สนิทกัน ทั้งผู้ทักทายและผู้ตอบอาจใช้
Hello หรือ Hi หรือ How are you?

2. Goodbye (การลาจากกัน)
ปกติการลาจากกันใช้ Goodbye แต่ถ้าสนิทกันมากจะใช้ Bye , Bye now หรือ See you ผู้ตอบอาจจะตอบแบบเดียวกัน
ในกรณีที่ผู้พูดคาดว่าจะพบกันอีกวันต่อไปอาจใช้ข้อความ
See you soon , See you later ก็ได้ การตอบสามารถใช้ Fine, O.K., All right หรือ That’s right.

3. การกล่าวคำในโอกาสต่างๆ เช่น
การแสดงความยินดี มักใช้คำว่า Congratulations

4. การเชิญชวนที่สุภาพและการขอบคุณ มักใช้คำว่า Please สำหรับการเชิญชวนหรือการขอ การขอบคุณโดยปกติแล้วใช้ข้อความ Thank you, Thank you very much.

5. การขอโทษ โดยปกติทั่วไปมักใช้คำว่า Sorry ผู้ตอบอาจใช้คำว่า That’s all right.

6. การใช้ so มักใช้ในการตอบคำถามทั้งคล้อยตามและขัดแย้งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช้ต่อท้ายประโยคต่อไปนี้ think , believe , expect , suppose , hope , be afraid

7. การขอร้องหรือการขอความช่วยเหลือ ส่วนมากใช้คำว่า would หรือ could

8. การเชื้อเชิญ ส่วนมากมักใช้คำถามที่ขึ้นต้นด้วย will , would , would you like to , would you care to ส่วนการตอบมักใช้ Yes หรือ No การปฏิเสธคำเชิญอย่างสุภาพใช้ I’m afraid… หรือ I’m sorry… พร้อมกับเหตุผลในการตอบปฏิเสธ

9. การแนะนำ อาจเป็นการเชิญชวน การแสดงความคิดเห็น การให้คำแนะนำ ซึ่งอาจขึ้นต้นด้วย
Let’s… , What about…? , How about… ? , I think (suppose , expect) , You’d better…?

10. การอุทาน (Exclamation)
– การแสดงการทึ่ง การยอ หรือการประจบ มักใช้ประโยคในรูปแบบ

How + adj … !
How interesting !

What + (a , an) + adj. + n ….!
What a great idea !

– การแสดงความรังเกียจ การตำหนิ ประโยคที่ใช้มักเป็นแบบ

What (a, an) + adj + n.!
What an awful idea !

– การแสดงความแปลกใจ อาจใช้รูปแบบ
My goodness , what a noise!

– การเตือนให้ระวัง ใช้ประโยคอุทานว่า
Look out! , Watch out!

วลี, ประโยคภาษาอังกฤษน่ารู้
สำหรับการสนทนาภาษาอังกฤษ

เพิ่มคำอ่านและประโยคให้อีกเรื่อยๆ นะครับ

OK = ตกลง
that’s fine = ก็ได้ / ไม่เป็นไร
that’s right = ถูกต้องแล้ว

คำที่ให้ความหมายว่า “แน่นอน”
sure
certainly
definitely
absolutely
of course

วลีอื่นๆ ในการสนทนาภาษาอังกฤษ
as soon as possible = เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
that’s enough = พอแล้ว
it doesn’t matter = ไม่เป็นไร
it’s not important = ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
it’s not serious = ไม่ใช่เรื่องจริงจัง
it’s not worth it = ไม่คุ้มค่าเลย
I’m in a hurry = ฉันกำลังรีบ
I’ve got to go = ฉันต้องไปแล้ว
I’m going out = ฉันกำลังจะออกไปข้างนอก
sleep well = หลับสบาย(ฝันดี)นะ
same to you! = เช่นกัน
me too = ฉันก็เหมือนกัน
not bad = ก็ไม่เลวนัก

I like … = ฉันชอบ…
I don’t like … = ฉันไม่ชอบ…
– him = เขา (รูปกรรมของ he)
– her = เธอ (รูปกรรมของ she)
– it = มัน (รูปกรรมของ it)

การขอบคุณ และขอโทษ

thanks for your … = ขอบคุณสำหรับ…ของคุณ
help = ความช่วยเหลือ
hospitality = การดูแลเอาใจใส่
email = อีเมล
thanks for everything = ขอบคุณสำหรับทุกสิ่ง
I’m sorry = ฉันขอโทษ
I’m really sorry = ฉันขอโทษจริง ๆ
sorry I’m late = ขอโทษที่ฉันมาสาย
sorry to keep you waiting = ขอโทษที่ปล่อยให้คุณรอ
sorry for the delay = ขอโทษในความล่าช้า

คำอุทานในการสนทนาภาษาอังกฤษ

look! = ดูสิ!
great! = เยี่ยม!
come on! = มาสิ!
only joking! / just kidding! = ล้อเล่นน่า!
bless you! = ขอพระเจ้าคุ้มครอง! (หลังจาม)
that’s funny! = ตลกดีนะ!
that’s life! = ชีวิตก็เป็นแบบนี้แหล่ะ!
damn it! = ให้ตายสิ!

การพูดทั่วไปเมื่อสนทนาภาษาอังกฤษ

Come in! = เข้ามา!
Please sit down = โปรดนั่งลง
Could I have your attention, please? = กรุณาตั้งใจฟังหน่อย
Let’s go! = ไปกันเถอะ!
Hurry up! รีบหน่อย!
Get a move on! = เร็วๆ เข้า!
Calm down = ใจเย็น ๆ
Steady on! = นิ่งไว้!
Hang on a second = รอเดี๋ยวเดียว
Hang on a minute = รอสักครู่
One moment, please = กรุณารอสักครู่
Just a minute = สักครู่นะ
Take your time = ไม่ต้องรีบ
Please be quiet = โปรดอยู่ในความสงบ
Shut up! = หุบปาก!
Stop it! = หยุด!
Don’t worry = อย่ากังวล
Don’t forget = อย่าลืม
Help yourself = ตามสบาย
Go ahead = เชิญเลย
Let me know! = บอกให้ฉันรู้ด้วย!

หากคุณต้องการให้ใครสักคนเดินเข้าประตูก่อนคุณ สามารถพูดว่า
after you! = เชิญคุณก่อน! (ฉันตามทีหลัง)

คำที่เกี่ยวข้องกับสถานที่เมื่อสนทนาภาษาอังกฤษ

here = ที่นี่
there = ที่นั่น
everywhere = ทุกที่
nowhere = ไม่มีที่ไหน
somewhere = บางแห่ง

การถามทั่วๆ ไปสำหรับสนทนาภาษาอังกฤษ

Where are you? = คุณอยู่ที่ไหน
What’s this? = นี่อะไร
What’s that? = นั่นอะไร
Is anything wrong? = มีอะไรผิดปกติหรือ
What’s the matter? = เกิดอะไรขึ้น
Is everything OK? = ทุกอย่างราบรื่นไหม
Have you got a minute? = คุณมีเวลาสักครู่ไหม
Have you got a pen I could borrow? = คุณมีปากกาให้ฉันยืมสักด้ามไหม
Really? = จริงเหรอ
Are you sure? = แน่ใจหรือ
Why? = ทำไม
Why not? = ทำไมถึงไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ
What’s going on? = กำลังเกิดอะไรขึ้นหรือ
What’s happening? = กำลังเกิดอะไรขึ้นหรือ
What happened? = เกิดอะไรขึ้น (เกิดไปแล้ว)
What? = อะไร
Where? = ที่ไหน
When? = เมื่อไร
Who? = ใคร
How? = อย่างไร
How many? = เท่าไร
How much? = เท่าไร

การแสดงความยินดีและการแสดงความเสียใจ

Congratulations! = ยินดีด้วย!
Well done! = ทำได้ดีมาก!
Good luck! = โชคดีนะ!
Bad luck! โชคร้ายจัง!
Never mind! = ไม่เป็นไร!
What a pity! / what a shame! = น่าเสียดายจัง!
Happy birthday! = สุขสันต์วันเกิด!
Happy New Year! = สุขสันต์วันปีใหม่!
Happy Easter! = สุขสันต์วันอีสเตอร์!
Happy Christmas! / merry Christmas! = สุขสันต์วันคริสต์มาส!
Happy Valentine’s Day! = สุขสันต์วันวาเลนไทน์!
Glad to hear it = ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น
Sorry to hear that = เสียใจที่ได้ยินอย่างนั้น

การแสดงความต้องการและความรู้สึก

I’m tired = ฉันเหนื่อย
I’m exhausted = ฉันเหนื่อยมาก
I’m hungry = ฉันหิว
I’m thirsty = ฉันหิวน้ำ
I’m bored = ฉันเบื่อ
I’m worried = ฉันกังวล
I’m looking forward to it = ฉันกำลังตั้งตารอคอย
I’m in a good mood = ฉันอารมณ์ดี
I’m in a bad mood = ฉันอารมณ์เสีย
I can’t be bothered = ฉันขี้เกียจทำ

การต้อนรับ และกล่าวลา

Welcome! = ยินดีต้อนรับ!
Welcome to … = ยินดีต้อนรับสู่…
– Thailand = ประเทศไทย
Long time, no see! = ไม่ได้เจอกันนานเลย!
All the best! = ขอให้โชคดี!
See you tomorrow! = พบกันพรุ่งนี้!

การถามและการแสดงความคิดเห็นเมื่อสนทนาภาษาอังกฤษ

What do you think? = คุณคิดว่าอย่างไร
I think that … = ฉันคิดว่า…
I hope that … = ฉันหวังว่า…
I’m afraid that … = ฉันกลัวว่า…
In my opinion, … = ตามความเห็นของฉัน…
I agree = ฉันเห็นด้วย
I disagree / I don’t agree = ฉันไม่เห็นด้วย
That’s true = เป็นเรื่องจริง
That’s not true = ไม่ใช่เรื่องจริง
I think so = ฉันก็คิดเช่นนั้น
I don’t think so = ฉันไม่คิดเช่นนั้น
I hope so = ฉันหวังเช่นนั้น
I hope not = ฉันหวังว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น
You’re right = คุณถูก
You’re wrong = คุณผิด
I don’t mind = อะไรก็ได้ (ฉันยังไงก็ได้ ไม่ว่ากัน)
It’s up to you = แล้วแต่คุณ
That depends = แล้วแต่
That’s funny, … = แปลกจัง…
That’s interesting = น่าสนใจดี

คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ใช้บ่อยๆ

 คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย 350 คำ ซึ่งเป็นคำพื้นฐานเลยครับ ลองเอาไปศึกษาดูครับ คำที่พิมพ์ดำคือคำที่ต้องเน้นเสียงครับ (stress)

a          อะ         หนึ่ง
about  อะเบ๊า     ประมาณ, เกี่ยวกับ
above  อะบั๊ฝ     บน
act        แอ๊ค      แสดง
add       แอด      บวก
after     อ๊าฟเทอะ หลังจาก
again   อะเก๊น  อีกครั้ง
against  อะเก๊นสท ต้าน, พิง
air        แอ        อากาศ
all         ออล      ทั้งหมด
also      ออลโซ  ด้วย, เช่นกัน
always  อ๊อลเวส เสมอ
and       แอนด    และ
another อะนั๊ธเธอ อีกหนึ่ง
answer  แอ๊นเซอะ ตอบ, คำตอบ
any      เอ๊นนิ     ใดๆ, เลย
area     แอ๊เรีย    พื้นที่
as         แอส เท่ากัน, ราวกับ
ask       อาสค     ถาม
at         แอ๊ท      ที่, เวลา
back     แบ๊ค      หลัง, กลับ
base     เบส       ฐาน
be         บี          เป็น อยู่ คือ
because บิค๊อส  เพราะว่า
before  บิฟ๊อ      ก่อน
begin   บิกิ๊น       เริ่ม
best      เบสท     ดีที่สุด

better เบ็ทเทอะ  ดีกว่า
between  บิทวีน ระหว่าง

big        บิ๊ก        ใหญ่
bird       เบิด       นก
black     แบลค    สีดำ
body     บ๊อดิ      ร่างกาย
book     บุ๊ค        หนังสือ
both      โบธ       ทั้งคู่
boy       บอย      เด็กชาย
build     บิลด      สร้าง
but        บัท        แต่
by         บาย       โดย
call       คอล      เรียก, โทร
can       แคน      สามารถ, กระป๋อง
car        คา         รถยนต์
care      แค        สนใจ
carry    แค๊ริ       ถือ, ลำเลียง
cause    คอส      สาเหตุ
center เซ๊นเทอะ            ศูนย์กลาง
change เชนจ      เปลี่ยน
city      ซิ๊ททิ     เมือง
class     คลาส     ห้องเรียน
close     โคลส     ปิด
cold      โคลด     หนาว
color     คั๊ลเลอะ  สี
come    คัม        มา
complete  คัมพลีท  สมบูรณ์
country  คั๊นทริ   ประเทศ
cover   คั๊ฝเฝอะ  ปก, ปกคลุม
cross     ครอส     ข้าม
cut        คัท        ตัด
day       เด         วัน
differ    ดิ๊ฟเฟอะ แตกต่าง
direct   ไดเร๊คท  ควบคุม
do         ดู          ทำ
dog       ดอก      หมา
down    ดาวน     ลง
draw     ดรอ       วาด
during ดิ๊วริง      ช่วงระหว่าง
each     อีช        แต่ละ
early    เอ๊อลิ     แต่เช้า
earth     เอิธ       โลก
eat        อีท        กิน
end       เอนด     จบ
enough อินั๊ฟ     เพียงพอ
even     อี๊ฟวัน    แม้, ซ้ำยัง
ever     เอ๊ฝเฝอะ เคย
every   เอ๊ฝริ      ทุกๆ
example อิกซ๊ามพัล ตัวอย่าง
eye       อาย       ตา
face      เฟส       หน้า
family   แฟ๊มลิ    ครอบครัว
far        ฟา        ไกล
fast       ฟาสท    เร็ว
father   ฟ๊าเธอะ พ่อ
feel       ฟีล        รู้สึก
few       ฟิว        สองสาม
find       ไฟด      ค้นพบ, ค้นหา
fire       ไฟร       ไฟ
first       เฟิสท     ที่หนึ่ง, แรก
fish       ฟิช        ปลา
follow   ฟ๊อลโล  ติดตาม
food      ฟูด        อาหาร
for        ฟอ        สำหรับ
form     ฟอม      รูปแบบ
friend    เฟรนด   เพื่อน
from     ฟรอม    จาก
get        เก็ท       ได้รับ, ไปถึง
girl        เกิล       เด็กหญิง
give      กีฝ        ให้
go         โก         ไป
good     กูด        ดี
govern  กั๊ฝฝัน   ปกครอง
great     เกรท     ยอดเยี่ยม
ground กราวด    พื้น
group    กรูพ      กลุ่ม
grow     โกร       โต
half       ฮาฟ      ครึ่ง
hand     แฮนด    มือ
happen แฮ๊พพัน เกิดขึ้น
happy  แฮ๊พพิ    มีความสุข
hard      ฮาด       ยาก
have     แฮฝ      มี
he         ฮี          เขา
head     เฮด       หัว
hear      เฮีย       ได้ยิน
help      เฮ็ลพ     ช่วย
her       เฮอ       หล่อน
here      เฮีย       ที่นี่
high      ไฮ        สูง
him       ฮิม        เขา
his        ฮิส        ของเขา
hold      โฮลด     ถือ
home    โฮม       บ้าน
horse    ฮอส      ม้า
hot        ฮ็อท      ร้อน
hour      เอาเวอะ  ชั่วโมง
house    เฮาส์      บ้าน
how      ฮาว       อย่างไร
I           ไอ        ฉัน
idea      ไอเดี๊ย   ความคิด
if          อิฟ        ถ้า
in          อิน        ใน
it          อิท        มัน
just       จัสท      เพิ่งจะ, เพียงแค่
keep     คีพ        เลี้ยง
kind      ไคด      ใจดี, ชนิด
king      คิง         ราชา
know    โน         รู้
land      แลนด    ดินแดน
large     ลาจ       กว้างใหญ่
last       ลาสท    สุดท้าย
late       เลท       สาย
lay        เล         วาง
learn     เลิน       เรียนรู้
leave    ลีฝ        ออกไป
left        เล็ฟท     ซ้าย
less       เล็ส       น้อยกว่า
let         เล็ท       ให้
letter    เล็ทเทอะ จดหมาย
life        ไลฟ      ชีวิต
light      ไลท์      ไฟ, เบา
like       ไลค      ชอบ
line       ไลน      เส้น
list        ลิสท      รายชื่อ
listen    ลิ๊สซัน    ฟัง
little     ลิ๊ททัล    เล็ก
live       ลิฝ        อาศัยอยู่
long      ลอง       ยาว, นาน
look      ลุค        มอง
love      ลัฝ        รัก, ความรัก
low       โล         ต่ำ
main     เมน       สำคัญ
make    เมค       ทำ
man      แมน      ผู้ชาย
many   เม๊นนิ     มาก
map      แม็พ      แผนที่
mark     มาค       เครื่องหมาย
may      เม         อาจจะ
me        มี          ฉัน
mean    มีน        หมายถึง
measure เม๊เชอะ   วัด
might    ไมท      อาจจะ
mile      ไมล      ไมล์
money มั๊นนิ      เงิน
more     มอ        มาก, มากกว่า
morning ม๊อนิง   ตอนเช้า
most     โมสท    ส่วนมาก
mother มัธเธอะ  แม่
mountain  เม๊าทัน  ภูเขา
move    มูฝ        เคลื่อน, ย้าย
much    มัช        มาก
music   มิ๊วสิค     ดนตรี
must     มัสท      ต้อง
my        มาย       ของฉัน
name    เนม       ชื่อ
near      เนีย       ใกล้
need     นีด        ต้องการ
never   เน๊ฝเฝอะ  ไม่เคย
new      นิว         ใหม่
next      เน็กซ     ถัดไป
night     ไนท      กลางคืน
no         โน         ไม่
not        น็อท      ไม่
notice   โน๊ทิส    สังเกต
now      นาว       ตอนนี้
number  นั๊มเบอร์  หมายเลข
of         ออฟ      ของ, ด้วย
off        ออฟ      จาก, ไกล
often     อ๊อฟัน    บ่อยๆ
old        โอลด     เก่า, แก่
on         ออน      บน
once     วันซ      หนึ่งครั้ง
only      โอ๊นลิ     เท่านั้น
open     โอ๊พัน    เปิด
or         ออ        หรือ
order    อ๊อเดอะ  สั่ง
other    อั๊ธเธอะ  อื่น
our       เอ๊าเวอะ  ของพวกเรา
out        เอ้า        นอก
over     โอ๊เฝอะ  บน
own      โอน       เป็นเจ้าของ
page     เพจ       หน้า
paper   เพ๊เพอะ  กระดาษ
part      พาท      ส่วน
pass      พาส      ผ่าน
pattern  แพ๊ททัน   รูบแบบ
people  พี๊พัล      คน
person เพ๊อซัน   บุคคล
picture พิ๊คเชอะ ภาพ
piece     พีซ        ชิ้น
place     เพลส     สถานที่
plant     แพลนท  พืช
play      เพล       เล่น
point     พอยท    ชี้, จุด, คะแนน
port      พอท      ท่าเรือ
press    เพรส     กด
problem พร๊อบลัม  ปัญหา
product พร๊อดัค  ผลผลิต
pull       พุล        ดึง
put        พุท        วาง
question คเว๊สชัน คำถาม
rain       เรน        ฝนตก
reach    รีช         มาถึง
read      รีด         อ่าน
ready   เร๊ดดิ      พร้อม
real       รีล         จริง
red       เรด        สีแดง
remember  รีเม๊มเบอะ จำได้
right      ไรท       ขวา, ถูกต้อง
river     ริ๊เวอะ     แม่น้ำ
road      โรด       ถนน
rock      ร๊อค       หิน
room     รูม         ห้อง
round    เราด      กลม
rule       รูล         กฎ
run       รัน         วิ่ง
same    เซม       เหมือนกัน
say       เซ         พูด
school   สกูล      โรงเรียน
sea       ซี          ทะเล
second เซ๊คัน     ที่สอง
see       ซี          เห็น
seem    ซีม        ดูเหมือน
self       เซลฟ     เอง
sentence เซ๊นเทนส  ประโยค
serve    เซิฟ       บริการ
set        เซ็ท       จัด
several  เซ็ฝรัล มากมาย
she       ชี          หล่อน
ship      ชิพ        เรือใหญ่
short     ชอร์ท    สั้น
should   ชูด        ควรจะ
show     โช         แสดง
side      ไซด      ด้าน
simple ซิ๊มพัล    ง่าย
sing      ซิง        ร้องเพลง
size       ไซซ      ขนาด
slow      สโล       ช้า
small     สมอล    เล็ก
so         โซ        ดังนั้น
some    ซัม        บาง(คน, อัน, ตัว)
song     ซอง      เพลง
soon     ซูน        เร็วๆนี้
sound    เซาด     เสียง
spell      สเป็ล     สะกด
stand    สแตนด  ยืน
start      สตารท   เริ่มต้น
state     สเตท     รัฐ
step      สเต็ป     ก้าว, ขั้นตอน
still       สติล      ยังคง, นิ่ง
story    สต๊อริ     เรื่องราว
study   สตั๊ดดิ    เรียน
such      ซัช        เช่นนั้น
sun       ซัน        พระอาทิตย์
sure      ชัว         มั่นใจ
table    เท๊บัล     โต๊ะ
take      เทค       เอา
talk       ทอค      สนทนา
tell        เท็ล       บอก
than      แดน      กว่า
that       แด็ท      นั่น, ว่า
the        เดอะ      –
their      แด        ของพวกเขา
them     เด็ม       พวกเขา
then      เด็น       ต่อมา
there     แด        ที่นั่น
these    ดีส        เหล่านี้
they      เด         พวกเขา
thing     ธิง         สิ่งของ
think     ธิงค       คิด
this       ดิส        นี่
those    โดส       เหล่าโน้น
though  โด        แม้ว่า
thought             ธอท      ความคิด
through  ธรู        ผ่าน
time      ไทม      เวลา
to         ทู          สู่, ที่จะ
together  ทุเก๊เธอะ          ด้วยกัน
too        ทู          เช่นกัน
top        ท๊อพ      บน, ยอด
toward  ทุวัดส    ไปยัง
travel   แทรวัล   เดินทาง
tree      ทรี        ต้นไม้
true      ทรู        จริง
try        ทราย     พยายาม
turn      เทิน       หมุน, เลี้ยว
under   อั๊นเดอ   ล่าง
understand  อั๊นเดอสแตน เข้าใจ
until     อันทิ๊ล   กระทั่ง
up         อัพ        บน
us         อัส        พวกเรา
use       ยูส        ใช้
very     เว๊ริ        มาก
walk     วอค       เดิน
want     ว๊อนท    ต้องการ
war       วอ         สังคราม
watch    ว็อทช    มอง, ดู
water   ว๊อเทอะ  น้ำ
way      เว          ทาง, วิธี
we        วี           พวกเรา
well      เว็ล        ดี
what     ว็อท      อะไร, สิ่งที่
when    เว็น        เมื่อไหร่, เมื่อ
where   แว         ที่ไหน, ที่
which    วิช         อันไหน, ซึ่ง
while     ไวล       ขณะ
white    ไวท       ขาว
who      ฮู          ใคร, ผู้ที่
whole    โฮล       ทั้งหมด
why      วาย       ทำไม, สาเหต
will       วิล         จะ
wind     วินด       ลม
with      วิธ         กับ, ที่มี, ด้วย
without วิธเธ๊า   ไม่มี
wood    วูด         ไม้
word     เวิด        คำ
work     เวิค        ทำงาน, งาน
world    เวิลด      โลก
write     ไรท       เขียน
year      เยีย       ปี
you       ยู          คุณ
young   ยัง         วัยรุ่น


Grammar ภาษาอังกฤษ (สรุป)

 

Parts of Speech

ประเภทของคำในประโยคภาษาอังกฤษ

  • Verb กิริยา คำที่แสดงการกระทำ เช่น  (to) be, have, do, like, work, sing, can, must
  • Noun คำนาม คือคำที่แทนสิ่งต่างๆ เช่น  คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เช่น pen, dog, work, music, town, London, teacher, John
  • Adjective คำขยาย(บรรยาย)คำนาม  เช่น  a/an, the, some, good, big, red, well, interesting (มักอยู่หน้าคำนาม)
  • Adverb คำขยาย Verb, Adjective หรือขยาย Adverb เอง มักลงท้ายด้วย -ly เช่น quickly, silently, well, badly, very, really (มักอยู่หน้า verb หรืออยู่ท้ายประโยค)
  • Pronoun คำสรรพนาม เอาไว้พูดแทนคำนามที่พูดไปแล้ว เช่น  I, you, he, she, some
  • Preposition คำบุพบท ใช้เชื่อมคำนามกับคำนามอื่น เช่น in, on, at, to, after, under, over, from (มักอยู่หลังคำนามที่มันไปขยาย)
    • in ใช้กับบอกตำแหน่งแบบกว้างๆ ไม่เจาะจง เช่น in May(เดือน), in 2010(ปี), in Bangkok(จังหวัด), in Thailand (ประเทศ)
    • on ใช้กับการบอกตำแหน่งแบบเจาะจงยิ่งขึ้น เช่น on Tuesday (วัน), on Sukhumvit Road (ถนน)
    • at ใช้กับการบอกตำแหน่งแบบเจาะจงที่สุด เช่น at 11:00(เวลา), at Central World (สถานที่เจาะจง)
  • Conjunction คำสันธาน เอาไว้เชื่อมประโยค หรือเชื่อมคำ เช่น  and, but, or, nor, for, yet, so, although, because, since, unless

ประโยคในภาษาอักฤษ

การที่จะสร้างประโยคได้ จะต้องประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ Subject (ประธาน) + Verb (กิริยา) และถ้ากิริยานั้นต้องการกรรมด้วย ก็ต้องมี Object (กรรม) ด้วย

  • สิ่งที่จะเป็นประธานของประโยคได้นั้นก็คือคำที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม เช่น Noun เอง หรือจะเป็น Pronoun ก็ได้  แต่ก็อาจมีตัวมาขยายคำนามซึ่งก็คือ Adjective หรือ อาจมีตัวที่จะมาเชื่อมคำนามด้วย ซึ่งก็คือ Preposition
  • ส่วนกิริยานั้นจะต้องเป็น Verb ซึ่งก็อาจมีตัวมาขยายซึ่งก็คือ Adverb
  • และส่วนที่เป็น Object ก็จะเป็นคำที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม เช่นเดียวกับประธานของประโยค
  • และเมื่อเราต้องการเชื่อมประโยคหลายๆ อันเข้าด้วยกัน ก็จะต้องใช้ Conjunction ในการเชื่อมนั่นเอง

คำนาม เอกพจน์ พหูพจน์ การนับคำนาม

  • คำนามเอกพจน์ จะตามด้วย is/am/has/does/Vเติม s,es เมื่อใช้ Present Simple
  • คำนามพหูพจน์ จะตามด้วย are/have/do/V ไม่เติม s,es เมื่อใช้ Present Simple
  • เวลาใช้นามขยายนาม นามตัวหน้าจะห้ามเติม s เด็ดขาด เช่น Vegetable soup
  • ถ้าใช้นามขยายนาม แล้วนามตัวขยายมีการใช้ร่วมกับตัวเลข จะใช้คำนามเอกพจน์ เชื่อมด้วย – เช่น five-year-old son
  • นามนับได้เอกพจน์ ถ้าไม่เจาะจงจะนำหน้าด้วย a, an (กรณีที่คำตามหลังออกเสียง ออ-) หรือใช้ the ในกรณีที่เจาะจง หรือผู้ฟังรู้อยู่แล้วว่าพูดถึงอะไรอยู่
  • นามนับไม่ได้ จะถือว่าเป็นเอกพจน์เสมอ และจะไม่มีการใช้ a/an นำหน้าด้วย
  • นามนับได้เอกพจน์ สามารถนำหน้าด้วย one, each, every
  • นามนับได้พหูพจน์ สามารถนำหน้าด้วย two, both, a couple of, a few, several, many, a number of
  • นามนับไม่ได้ สามารถนำหน้าด้วย a little, much, a great deal of
  • ส่วนตัวที่นำหน้าได้ทั้งนามนับได้และนับไม่ได้ คือ not any/no, some, a lot of, lots of, plenty of, most, all
  • a few / a little เป็นคำในแง่ดี คือ พอมีอยู่
  • few / little เป็นคำในแง่ลบ คือมีน้อยมาก
  • other = อันอื่น / another อีกอันหนึ่งจากสิ่งที่พูดถึง / the other(s) อันที่เหลือจากส่งที่พูดถึง

Tense

ภาษาอังกฤษนั้นมีรูปแบบประโยคที่เรียกว่า Tense เอาไว้แสดงเวลาในกรณีต่างๆ กัน โดยจะทำให้ส่วนของ Verb นั้นเปลี่ยนรูปแบบไป (ซึ่ง verb ที่เปลี่ยนไปตาม Tense คือ Verb แท้ของประโยค) แบ่งเป็น 3 ประเภทเวลาใหญ่ๆ คือ

ปัจจุบัน Present = V1, อดีต Past = V2, อนาคต Future = Will + V

แต่ละเวลาจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบย่อย คือ

Simple = V (รูปแบบอย่างง่าย),  Continuous = be + Ving (กำลังทำ) , Perfect = Have + V3 (เกิดก่อนอีกอัน เวลาไม่สำคัญ)

  1. Present Tenseใช้สำหรับบอกเหตุการณ์ในปัจจุบัน
    • Present Simple = ใช้บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เป็นจริงเสมอ = รูปแบบ คือ S + V1 (ผันตามประธาน) เช่น He watches TV everyday.
    • Present Continuous = ใช้บอกเหตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน = S + is/am/are + Ving [be ผสมกับ V1 ได้ is/am/are] เช่น I am doing my homework.
    • Present Perfect = ใช้บอกว่าได้ทำเหตุการณ์ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยไม่ต้องระบเวลาที่แน่นอน(รู้แค่ทำไปแล้ว เวลาไม่สำคัญ) = S + has/have +V3 [เนื่องจาก V1 ผสม have ได้ has/have ] เช่น I have already seen that movie.
  2. Past Tenseใช้สำหรับบอกเหตุการณ์ในอดีต
    • Past Simple = ใช้บอกเหตุการณในอดีต ที่เกิดแล้วจบในอดีต มักระบุเวลาที่เจาะจงในอดีต = รูปแบบ คือ S + V2 เช่น I walked to school yesterday.
    • Past Continuous = ใช้บอกเหตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอดีต (มักใช้คู่กับ Past Simple) = S +was/were + Ving [be ผสม V2 ได้ was/were] เช่น He was sleeping when I arrived.
    • Past Perfect = ได้ทำเหตุการณ์ไปแล้วก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ในอดีตอีกอันหนึ่ง (จึงมักใช้คู่กับ Past Simple Tense) = S + had +V3 [เนื่องจาก V2 ผสม Have ได้ Had ] เช่น I had already eaten when they arrived.
  3. Future Tenseใช้สำหรับบอกเหตุการณ์ในอนาคต
    • Future Simple = ใช้บอกเหตุการณ์ในอนาคต = รูปแบบ คือ S + will + V1 เช่น It will snow tomorrow.
    • Future Continuous = ใช้บอกเหตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต = S +will + be + Ving เช่น He will be sleeping when we arrive.
    • Future Perfect = ได้ทำเหตุการณ์ไปแล้วก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ในอนาคต = S + will + have +V3 เช่น I will have already eaten when you arrive.

* S = Subject ประธาน หรือ ผู้กระทำ, V =Verb คือ กิริยา หรือคำแสดงการกระทำต่างๆ
**จริงๆ มีรูป Perfect Continuous ด้วย แต่คิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ก็ได้

Auxiliary Verbs กิริยาช่วย

คือ Verb ที่ใช้ร่วมกับ Verb หลักในการสร้างประโยค แบ่งเป็น 2  พวก คือ

  • Primary auxiliaries เช่น Be, Have,Do พวกนี้ยังสามารถทำตัวเป็น Verb แท้ได้ด้วย รวมถึงเป็นตัวที่ประกอบอยู่ใน Tense ต่างๆ ที่จะกล่าวถัดไป
    • Be : V1= is/am/are , V2 = was/were, V3=been
    • Have : V1 = has/have, V2 = had, V3= had
    • Do : V1 = does/do, V2= did, V3 = done
  • Modal auxiliaries เช่น can, could, may, might, must, ought, should, will, would พวกนี้ใช้ในการขอร้อง บอกความจำเป็น หรือความเป็นไปได้

กิริยาช่วยพวกนี้จะเป็นตัวช่วยในการสร้างประโยคคำถาม และประโยคปฏิเสธด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

การสร้างประโยคคำถาม

ให้นำเอา Verb ช่วยที่มีในประโยคบอกเล่ามาสลับไว้หน้าประโยค ถ้าในประโยคบอกเล่าไม่มี Verb ช่วย ให้เอา Vพวก Do มาใช้เป็น Verb ช่วย และหลังจากใช้ Verb ช่วยแล้ว Verb จะต้องไม่ผันตามประธาน เช่น

  • He watches TV everyday. => Does he watch TV everyday?
  • He is doing his homework. => Is he doing his homework?
  • She can speak Thai. => Can she speak Thai?

การสร้างประโยคปฎิเสธ

ให้เติม Not หลัง Verb ช่วย ถ้าไม่มี Verb ช่วยให้ใช้ Vพวก Do มาช่วย เช่น

  • He watches TV everyday. =>  He does not watches TV everyday.
  • He is doing his homework. =>  He is not doing his homework.
  • She can speak Thai. => She can not speak Thai

Tense ที่อาจสับสนกัน

Past Simple VS Present Perfect

  • Past Simple จะใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ที่ต้องการระบุว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่? (เวลาเป็นเรื่องสำคัญ) มักใช้กับเวลาที่เจาะจงในอดีต เช่น last year, yesterday
  • Present Perfect แค่บอกให้รู้ว่าเกิดขึ้นมาแล้ว นานแค่ไหน หรือเกิดขึ้นมาแล้ว (กี่ครั้ง)มักใช้กับ Since (ตั้งแต่ … ) หรือ For (เป็นเวลา … )

Future Tense ใช้ Will หรือ Be going to

เวลาที่เราพูดถึงอนาคต เราสามารถพูดได้ 2 แบบ คือ ใช่ Will ไม่ก็ใช้ Be + going to + V1

  • ถ้าใช้สำหรับการคาดเดา ใช้ได้ทั้ง 2 แบบ ความหมายเหมือนกัน
  • ถ้าใช้กับการวางแผนล่วงหน้า ใช้ be going to จะเหมาะกว่า เช่น I’m going to paint my bedroom tomorrow
  • ถ้าใช้กับความตั้งใจ (สมัครใจ) ใช้ will เช่น Don’t worry. I will help you about this problem.

การพูดถึงเหตุการณ์อนาคตด้วย Time Clause

Time Clause คือ วลี (ไม่ใช่ประโยค) ที่บ่งบอกเวลา มักมีคำว่า Before, After, When, As soon as, Until
แต่ทว่า Time Clause จะไม่ใช้รูป Future Tense แม้ว่าเวลานั้นจะเกิดในอนาคตก็ตาม โดยจะใช้รูป Present Simple แทน เช่น

After I get home, I will eat dinner. หรือ When Bob comes, we will see him.

ประโยค Passive Voice

ประโยคในภาษาอังกฤษ สามารถเขียนได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ Active (เน้นที่ผู้กระทำ) และแบบ Passive (เน้นที่สิ่งที่ถูกกระทำ) โดยจะใช้รูป be + V3 มาผสมกับ Tense เดิม เพราะบางทีเราไม่ต้องการจะพูดว่าใครเป็นคนทำ หรือไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ เราก็ใช้ Passive Voice ได้ เช่น

  • Active : Mary helped the boy (S + V2 + O)
  • Passive : The boy was helped by Mary (S + was/were + V3 + O) [เนื่องจาก V2 ผสมกับ Be จะได้ Was/Were]

Verb กลุ่มทำให้…รู้สึก…น่า…

ชื่ออาจจะดูแปลกๆ แต่ในภาษาอังกฤษจะมี Verb กลุ่มหนึ่งที่มีวิธีการแปลแปลกออกไป เช่น excite, interest, amaze, bore, amuse, annoy, amaze

Interest = ทำให้สนใจ (รูปปกติ) / be interested in = รู้สึกสนใจ (รูปแบบpassive) / Interesting = น่าสนใจ (รูป Adjective) เช่น

  • This book interests me (หนังสือนี้ทำให้ฉันสนใจ)
  • I am interested in this book (ฉันรู้สึกสนใจในหนังสือเล่มนี้)
  • This book is interesting (หนังสือนี้น่าสนใจ)

Gerund และ Infinitive

Gerund คือรูปของ Ving ที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม จะเป็นประธานหรือเป็นกรรมของประโยคก็ได้ เช่น Walking is good exercise (Walking = การเดิน เป็นคำนาม)

Infinitive = To + V1 ไม่ผันตามประธาน เป็นการบอกว่าเพื่อที่จะทำอะไร เช่น The police ordered the driver to stop

  • คำกิริยาบางคำ ตามด้วย Gerund หรือ Infinitive ความหมายก็เหมือนกัน เช่น It began to rain / It began raining
  • คำกิริยาบางคำ ตามด้วย Gerund มีความหมายแบบนึง แต่ตามด้วย Infinitive จะมีความหมายอีกอย่างหนึ่ง เช่น Remember, Regret, Forget, Try, Stop เช่น Forget + to +v1 จะแปลว่า ลืมที่จะทำอะไร แต่ทว่า Forget + Ving จะแปลว่าลืมการกระทำในอดีตไปแล้ว

การใช้รูปกิริยาหลัง Verb บางตัว

Let และ Help จะตามด้วย V1 ไม่ผัน เช่น Let me drive your car. (Let เป็น Verb แท้) อย่างไรก็ตาม Help สามารถตามด้วย To+V1 ได้ด้วย

ใช้ให้คนอื่นทำงาน

  • บังคับให้ทำ : X makes Y do something (ไม่มี to) เช่น She made her son clean his room
  • ขอให้ทำ : X has Y do something (ไม่มี to)
  • ชวนให้ทำ : X gets Y to do something (มี to) เช่น Jack got his friends to play soccer with him after school
  • ประธานให้คนอื่นทำอะไรกับบางอย่าง (ประธานไม่ได้ทำเอง) : X get,have something done (by Y) (V3) เช่น I had my watch repaired (by someone)